🍪 เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
คุกกี้จำเป็นต่อการ login ความปลอดภัย และการคำนวณดวง · นโยบายความเป็นส่วนตัว
ตอนที่ 9 คนเอาแต่ใจ
ในชีวิตประจำวัน เรามักเจอคนบางคนที่ดูเหมือนจะเอาแต่ใจอยู่เสมอ ไม่ฟังใคร ต้องการทุกอย่างตามใจตัวเอง แม้จะทำให้คนรอบข้างลำบากหรือเจ็บปวดก็ตาม บางคนเรียกคนแบบนี้ว่า พวกหัวแข็ง หรือ เห็นแก่ตัว แต่สิ่งที่สำคัญ ผมคิดว่าเราควรมาตั้งคำถามว่า ทำไมคนพวกนี้ถึงเป็นแบบนั้น? และเราจะอยู่ด้วยหรือรับมือกับพวกเขาได้อย่างไร? โดยไม่ต้องสูญเสียตัวตนของเราเอง
จากมุมมองทางจิตวิทยา คนเอาแต่ใจมักเกิดจาก กลไกป้องกันตัวที่ฝังรากลึกมาตั้งแต่เด็ก ตามทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์ กล่าวไว้ประมาณว่า มนุษย์เรามี แรงขับดิบๆ ที่ต้องการความพึงพอใจทันที ถ้าในวัยเด็ก ผู้ปกครองตอบสนองทุกความต้องการแบบไม่มีขอบเขต เด็กจะเติบโตมาโดยไม่เคยเรียนรู้การหน่วงเหนี่ยวตัวเอง(คือเลี้ยงแบบเอาแต่ใจนั่นเอง) ส่งผลให้เมื่อโตขึ้น ความเอาแต่ใจยังคงครอบงำและกลายเป็น “ฉันต้องการแบบนี้เดี๋ยวนี้” โดยไม่สนใจผลกระทบต่อผู้อื่นครับ
แต่ถ้าดูจากทฤษฎีจิตวิทยาการพัฒนาของจอห์น โบว์ลบี้ (Attachment Theory) คนเอาแต่ใจจำนวนไม่น้อยอาจมีรูปแบบการยึดติดแบบหลีกเลี่ยง หรือ แบบไม่มั่นคง มาจากวัยเด็กที่ได้รับความรักไม่สม่ำเสมอ บางครั้งรัก บางครั้งถูกทิ้ง พวกเขาจึงเรียนรู้ว่า ถ้าฉันไม่เอาแต่ใจ ฉันจะไม่ได้สิ่งที่ต้องการ การเอาแต่ใจจึงกลายเป็นวิธีเดียวที่ทำให้รู้สึกปลอดภัยและมีอำนาจควบคุมโลกใบเล็กๆ ของตัวเอง นอกจากนี้ ยังอาจเชื่อมโยงกับ ความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบนาร์ซิสซิสติก ซึ่งจิตวิทยาสมัยใหม่อธิบายว่าเกิดจากบาดแผลลึกๆ ของความรู้สึกต่ำต้อยที่ถูกปกปิด จนทำให้คนเหล่านี้คิดว่า “ฉันต้องยิ่งใหญ่ ฉันต้องถูกต้องเสมอ” เพื่อไม่ให้ตัวเองรู้สึกเจ็บปวดอีกครับ
อย่างไรก็ตาม จิตวิทยาเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอที่จะเข้าใจลึกซึ้ง เราสามารถใช้ปรัชญามาช่วยขยายมุมมองได้นะครับ
จากปรัชญาอัตถิภาวนิยม ของฌอง-ปอล ซาร์ตร์ ได้บันทึกไว้ประมาณว่า มนุษย์ทุกคนเกิดมาพร้อมอิสรภาพที่สมบูรณ์แต่ความอิสระนี้ก็น่ากลัว เพราะเราต้องรับผิดชอบต่อการเลือกทุกอย่างของตัวเอง คนเอาแต่ใจอาจกำลังหลีกหนีความรับผิดชอบด้วยการผลักให้โลกหมุนรอบตัวเอง ..พวกเขาไม่ยอมยอมรับว่า ฉันเลือกที่จะเอาแต่ใจ แต่กลับโทษคนอื่นหรือสถานการณ์เสมอ เพราะเธอไม่เข้าใจฉัน ฉันถึงต้องทำแบบนี้ ..
ปรัชญาสโตอิก ของเอพิคเตตุสและมาร์คัส ออเรลิอุส บอกไว้ว่า บางสิ่งเราควบคุมได้ บางสิ่งควบคุมไม่ได้ คนเอาแต่ใจมักพยายามควบคุมสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ (อารมณ์ ความคิด ความต้องการของคนอื่น) ซึ่งนำไปสู่ความทุกข์ของตัวเองและคนรอบข้าง สโตอิกจะบอกว่า “จงยอมรับสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุม แล้วโฟกัสที่สิ่งที่เราควบคุมได้” ครับ
ส่วนปรัชญาพุทธศาสนาให้แง่มุมที่น่าสนใจยิ่งกว่า ได้อธิบายว่า เอาแต่ใจ คือ ตัณหา หรือความยึดติดใน อัตตา.. เรายึดมั่นว่านี่คือ ฉัน และฉันต้องได้แบบนี้ ฉันต้องถูกตอบสนองแบบนี้ การเอาแต่ใจจึงเป็นรูปแบบหนึ่งของทุกข์ที่เกิดจาก “อวิชชา” ซึ่งก็คือความไม่รู้แจ้งว่าทุกสิ่งล้วนไม่เที่ยง ถ้าเราปล่อยวางอัตตา ความต้องการที่จะ เอาแต่ใจ ก็จะลดลงเองครับ
แล้วเราจะรับมือกับคนเอาแต่ใจอย่างไร โดยไม่ต้องกลายเป็นเหยื่อหรือกลายเป็นคนเอาแต่ใจเหมือนกัน?
ก่อนอื่น ต้องเข้าใจก่อนว่า การเอาแต่ใจไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของเขา แต่เป็นกลไกป้องกัน ..การเข้าใจนี้ช่วยให้เราไม่โกรธหรือตำหนิ แต่กลับเห็นอกเห็นใจ แต่อย่างไรก็ตาม ความเห็นอกเห็นใจไม่ได้หมายถึงยอมทุกอย่างนะครับ แต่ผมอยากแนะนำว่า เราต้องตั้ง ขอบเขต อย่างชัดเจน เช่น “ฉันเข้าใจว่าคุณต้องการแบบนี้ แต่ฉันไม่สามารถทำตามได้ เพราะมันกระทบกับฉัน” การสื่อสารด้วย “ฉัน” แทนการกล่าวหา “เธอเอาแต่ใจ” จะช่วยลดการป้องกันตัวของอีกฝ่ายได้ครับ
จากมุมมองจิตวิทยาพฤติกรรม ..เราสามารถใช้ การเสริมแรงเชิงบวก+ ก็คือการเลือกตอบสนองเฉพาะพฤติกรรมที่สร้างสรรค์ ไม่สนใจหรือตอบสนองอย่างสงบเมื่อเขาเอาแต่ใจเกินไป แต่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ มิฉะนั้นจะยิ่งทำให้พฤติกรรมนั้นแย่ลง
ปรัชญาเต๋า ได้สอนหลัก “อู๋เว่ย” นั่นคือการไม่ฝืนแรง คือผมกำลังจะบอกว่าปรัชญาเต๋ากล่าวไว้ประมาณว่า การรับมือคนเอาแต่ใจไม่ใช่การต่อสู้หรือยอมแพ้ แต่เป็นการ ไหลไปกับกระแส นั่นก็คือการฟังเขาก่อน ให้เขารู้สึกว่า ได้รับการยอมรับ แล้วค่อยๆ นำเสนอทางเลือกที่ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์ ซึ่งดีกว่าการต่อต้านตรงๆ ที่จะมีผลทำให้คนเอาแต่ใจแข็งกร้าวมากขึ้น เพราะมันกระทบอัตตาของเขา
สุดท้าย การรับมือที่ดีที่สุดอาจเริ่มจากตัวเราเอง ถ้าเรามี ความมั่นคงทางอารมณ์ ..เราจะไม่ถูกดึงเข้าไปในเกมอำนาจของเขา เราจะมองเห็นว่า ความเอาแต่ใจของเขา คือความทุกข์ของเขา ..ไม่ใช่หน้าที่ของเราที่ต้องแก้ไข แต่เราสามารถเลือกที่จะอยู่ด้วยอย่างมีสติ และถ้าสถานการณ์หนักหนาเกินไป การเลือกเดินออกจากความสัมพันธ์ที่เป็นพิษก็เป็นการตัดสินใจที่ฉลาดและเมตตาต่อตัวเองครับ (รักตัวเองให้มากๆ)
คนเอาแต่ใจไม่ได้เกิดมาเพื่อทำร้ายใคร แต่พวกเขากำลังพยายามปกป้องตัวเองจากบาดแผลที่ลึกซึ้ง การเข้าใจด้วยจิตวิทยาและปรัชญา จะช่วยให้เราไม่ถูกครอบงำด้วยอารมณ์ แต่กลับกลายเป็นผู้ที่ รู้ และ เลือก ที่จะกระทำการอะไรบางอย่างได้อย่างมีอิสระครับ
เพราะในท้ายที่สุด ชีวิตไม่ใช่การชนะหรือแพ้ใคร แต่เป็นการเข้าใจมนุษย์ และเข้าใจตัวเราเองท่ามกลางมนุษย์ที่แตกต่างกันครับ
อย่างไรก็ตาม ความเอาแต่ใจที่เกินเลยกลายเป็นแรงผลักดันให้เกิดทั้งความสำเร็จและหายนะครั้งใหญ่ ผมจะยกตัวอย่างบุคคลเด่นๆ ที่แสดงพฤติกรรมเอาแต่ใจชัดเจน พร้อมวิเคราะห์จากการมองผ่านเลนส์ของจิตวิทยาและปรัชญา
1. นโปเลียน โบนาปาร์ต
นโปเลียนคือตัวอย่างคลาสสิกของ คนเอาแต่ใจระดับจักรวรรดิ ซึ่งเขาเชื่อมั่นในตัวเองอย่างล้นเกิน จนประกาศตัวว่าเป็น ผู้ไกล่เกลี่ยระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ และตั้งตัวเป็นจักรพรรดิด้วยตนเอง แม้จะเริ่มจากนายทหารธรรมดา แต่เขาปฏิเสธคำแนะนำจากที่ปรึกษา บุกโจมตีรัสเซียในฤดูหนาวจนกองทัพสูญเสียอย่างหนัก และปฏิเสธที่จะยอมแพ้แม้จะถูกเนรเทศแล้วสองครั้ง
ทำไมถึงเอาแต่ใจ? จากจิตวิทยา นี่คือลักษณะของ Narcissistic Personality ที่ซ่อนความรู้สึกด้อยค่า ไว้ใต้เกราะความยิ่งใหญ่ โดยปรัชญาอัตถิภาวนิยมของซาร์ตร์ อาจจะมองได้ว่า นโปเลียนกำลังอยู่ใน “bad faith” หรือการหลอกตัวเองว่าเขาต้องครองโลกเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบต่อความล้มเหลวที่เกิดจากตัวเขาเอง ส่วนสโตอิกอาจจะชี้ว่าเขาพยายามควบคุมสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ (โชคชะตา สภาพอากาศ กองทัพข้าศึก) จนนำมาซึ่งหายนะครับ
2. เฮนรีที่ 8
กษัตริย์องค์นี้เปลี่ยนศาสนาทั้งประเทศ (จากคาทอลิกเป็นแองกลิคัน) เพียงเพราะต้องการหย่ากับพระมเหสีเพื่อมีทายาทชาย โดยเขาสั่งประหารพระมเหสี 2 คน (รวมแอนน์ โบลีน) ขุนนางและเพื่อนสนิทหลายคนที่ขัดใจ และใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยโดยไม่สนใจความเดือดร้อนของประชาชน
ทำไมถึงเอาแต่ใจ? จิตวิทยาการพัฒนาเห็นว่านี่คือผลจากการถูกเลี้ยงดูแบบ ราชวงศ์ ที่ทุกอย่างต้องตามใจตั้งแต่เด็ก บวกกับบาดแผลจากความกลัวไม่มีทายาท ทำให้เขายึดติดกับ อัตตา อย่างแรงกล้า ซึ่งถ้ามองผ่านเลนส์ของปรัชญาพุทธ อาจมองได้ว่าเป็น ตัณหา ในรูปแบบความต้องการอำนาจและความยืนยันตัวตน (เช่น ฉันต้องมีลูกชาย ฉันต้องถูกต้อง) การเอาแต่ใจของเขาสร้างสงครามศาสนาและความวุ่นวายในอังกฤษยาวนาน
3. เนโร จักรพรรดิโรมัน
เนโรขึ้นชื่อเรื่องความหรูหราและโหดร้าย เขาสั่งประหารมารดาและภรรยา ใช้เงินแผ่นดินสร้างพระราชวังขนาดมหึมา ขณะที่โรมเกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ เขากลับเล่นดนตรีและร้องเพลงแทนที่จะช่วยเหลือประชาชน (ตำนานเล่าว่าเขาวางเพลิงเองเพื่อสร้างโอกาสสร้างวังใหม่)
ทำไมถึงเอาแต่ใจ? ตาม Attachment Theory เขาเติบโตในสภาพแวดล้อมราชสำนักที่เต็มไปด้วยการทรยศและการตอบสนองความต้องการแบบไม่มีขอบเขต ทำให้พัฒนาเป็นบุคลิกภาพที่ขาด empathy หรือความเห็นเห็นใจ อย่างรุนแรงครับ ซึ่งถ้ามองผ่านเลนส์ของปรัชญาเต๋าอาจบอกได้ว่าเขาฝืน ธรรมชาติด้วยการบังคับโลกให้หมุนรอบตัวเอง จนสุดท้ายถูกทรยศและฆ่าตัวตาย
4. อเล็กซานเดอร์มหาราช
เขาบุกพิชิตดินแดนกว้างใหญ่จากกรีกถึงอินเดียในวัยเพียง 32 ปี แต่ก็แสดงความเอาแต่ใจชัดเจน เช่น สั่งทัพเดินข้ามทะเลทรายเพื่อลงโทษนายทหารที่ไม่ยอมเดินทัพต่อไปอินเดีย แม้จะรู้ว่าทหารจะล้มตายจำนวนมาก และหลังจากเมาเหล้าเขาก็สังหารเพื่อนสนิทด้วยน้ำมือตัวเอง
ทำไมถึงเอาแต่ใจ? จิตวิทยาเห็นว่าเป็นการผสมระหว่าง genius กับ narcissism ที่เชื่อว่า ฉันคือเทพเจ้า (เขาประกาศตัวว่าเป็นบุตรของเทพซุสครับ) ซึ่งปรัชญาอัตถิภาวนิยมชี้ว่าเขาหลีกหนี ความว่างเปล่า ของชีวิตด้วยการพิชิตไม่หยุดหย่อน จนเสียชีวิตอย่างกะทันหันโดยไม่มีแผนสืบทอดอำนาจที่ชัดเจน
5. วอลลิส ซิมป์สัน และพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8
วอลลิสคือหญิงชาวอเมริกันที่ทำให้พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 8 สละราชบัลลังก์อังกฤษเพื่อแต่งงานกับเธอ แม้จะรู้ดีว่าการกระทำนี้จะสร้างวิกฤตการณ์รัฐธรรมนูญครั้งใหญ่ เธอถูกมองว่ามีพฤติกรรม manipulative(ชักใยผู้อื่น) และต้องการความสนใจสูงสุด
ทำไมถึงเอาแต่ใจ? ผมอยากบอกว่านี่คือ ตัวอย่างของการใช้ อำนาจส่วนตัว ครอบงำผู้มีอำนาจสูงสุด ซึ่งหากมองตามมุมจิตวิทยาจะเห็นได้ว่าเธออาจมี narcissistic traits(ความหลงตัวเอง) ที่ได้มาจากการเติบโตในสังคมที่เธอต้องดิ้นรนเพื่อสถานะ ทำให้เธอมองความสัมพันธ์เป็นเครื่องมือครับ ซึ่งน่ากลัวมาก
บทเรียนจากการรับมือในระดับประวัติศาสตร์
คนเอาแต่ใจในประวัติศาสตร์เหล่านี้มักสร้างทั้งนวัตกรรม (นโปเลียนปฏิรูปกฎหมาย) และหายนะ (สงครามนโปเลียนทำให้คนล้านคนตาย) การรับมือในยุคปัจจุบันจึงไม่ต่างจากที่สโตอิกสอน คือ
- ตั้งขอบเขต ชัดเจน (อย่างที่รัฐสภาอังกฤษทำกับเฮนรีที่ 8 หรือพันธมิตรที่รวมตัวต่อต้านนโปเลียน)
- ไม่ตอบสนองด้วยอารมณ์ แต่ใช้เหตุผลและ empathy (เข้าใจว่าความเอาแต่ใจมาจากบาดแผล)
- ปล่อยวาง เมื่อควบคุมไม่ได้ (ปรัชญาพุทธ) หรือไหลตามกระแส (เต๋า) โดยไม่ยอมให้อัตตาของอีกฝ่ายครอบงำเรา
ประวัติศาสตร์สอนว่า คนเอาแต่ใจมักจบลงด้วยความโดดเดี่ยวหรือล่มสลาย เพราะโลกไม่ได้หมุนรอบใครคนใดคนหนึ่ง การเข้าใจพวกเขาไม่ใช่การยอมจำนน แต่เป็นการปกป้องตัวเราและสังคมจากผลกระทบที่อาจเกิดซ้ำได้ครับ
ให้คะแนนบทความนี้
★ 4.5 จาก 24 โหวต