🍪 เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
คุกกี้จำเป็นต่อการ login ความปลอดภัย และการคำนวณดวง · นโยบายความเป็นส่วนตัว
ตอนที่ 5 ศิลปะการรับมือมนุษย์
การบริหารจัดการความสัมพันธ์กับคนที่มีลักษณะเฉพาะตัวสูง หรือคนที่หลายคนเรียกว่า “รับมือยาก” ไม่ใช่เพียงเรื่องของการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น แต่เป็นทักษะสำคัญในการใช้ชีวิตระยะยาว เพราะไม่ว่าคุณจะอยู่ในวัยไหน ทำงานสายใด หรืออยู่ในสังคมแบบใด คุณย่อมต้องพบเจอกับคนที่ทำให้รู้สึกอึดอัด เหนื่อยใจ กดดัน หรือสูญเสียพลังงานอยู่เสมอ
ผมมองว่าปัญหาหลายอย่างในชีวิตไม่ได้เกิดจากงานยากเสมอไป แต่เกิดจาก “คนที่ทำให้ทุกอย่างยากขึ้น” บางคนพูดเพียงไม่กี่คำก็ทำให้บรรยากาศเสีย บางคนเข้ามาไม่กี่นาทีก็ดูดพลังงานทั้งวัน บางคนทำให้คุณเริ่มสงสัยในคุณค่าของตัวเองโดยไม่รู้ตัว
สิ่งสำคัญที่อยากให้คุณเข้าใจตั้งแต่ต้นคือ คุณไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนคนทุกคนให้ดีขึ้น เพราะในความเป็นจริง เราเปลี่ยนใครได้ยากมาก แต่สิ่งที่คุณเปลี่ยนได้แน่นอน คือวิธีที่คุณตอบสนองต่อพวกเขา และนั่นคืออำนาจที่แท้จริง
ก่อนจะพูดถึงวิธีรับมือคนแต่ละประเภท ผมอยากชวนให้คุณเข้าใจหลักสำคัญบางอย่างเสียก่อน
อย่างแรก อย่านำพฤติกรรมของคนอื่นมาตัดสินคุณค่าของตัวเอง ถ้ามีใครพูดจาดูถูกคุณ ไม่ได้แปลว่าคุณด้อยกว่า ถ้ามีใครปฏิบัติกับคุณอย่างไม่ให้เกียรติ ไม่ได้แปลว่าคุณไม่มีค่า หลายครั้งพฤติกรรมของคนเหล่านั้นสะท้อนปัญหาภายในใจของเขา มากกว่าสะท้อนตัวตนของคุณ
อย่างที่สอง คนแต่ละแบบ ต้องใช้วิธีรับมือไม่เหมือนกัน คุณไม่สามารถใช้วิธีเดียวกับทุกคนได้ คนก้าวร้าวต้องใช้ความนิ่ง คนชอบบ่นต้องใช้การดึงกลับสู่ทางออก คนชอบประชดต้องใช้ความชัดเจน คนชอบเอาเปรียบต้องมีขอบเขตของตัวเราที่ชัดเจน
อย่างที่สาม เป้าหมายของคุณไม่ใช่การเอาชนะทุกคน คุณไม่จำเป็นต้องชนะทุกการถกเถียง ไม่จำเป็นต้องตอบทุกคำพูด และไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเองกับทุกคนเสมอไป บางครั้งชัยชนะที่แท้จริง คือการไม่เสียพลังงานไปกับเรื่องที่ไม่คุ้มค่า
เมื่อเข้าใจหลักนี้แล้ว เรามาดูคนแต่ละประเภทกันอย่างละเอียด
คนประเภทแรก คือกลุ่มนักควบคุมและบงการ คนกลุ่มนี้ต้องการให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่ตัวเองต้องการ พวกเขามักชอบสั่ง ชอบกดดัน และไม่ชอบให้ใครขัดใจ คุณอาจพบได้ทั้งในหัวหน้า คนรัก หรือแม้แต่คนในครอบครัว
ตัวอย่างเช่น หัวหน้าที่พูดว่า “บอกให้ทำก็ทำ ไม่ต้องถามมาก” หรือคนรักที่พูดว่า “ถ้ารักกันจริง คุณต้องทำแบบนี้” หรือญาติที่พยายามกำหนดชีวิตคุณทุกเรื่อง
เวลารับมือกับคนแบบนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคืออย่าตอบโต้ด้วยอารมณ์ เพราะคนที่ชอบควบคุมมักใช้อารมณ์ของคุณเป็นเครื่องมือ หากคุณโกรธ เขาจะยิ่งได้เปรียบ หากคุณกลัว เขาจะยิ่งมั่นใจว่าควบคุมคุณได้
ผมแนะนำให้คุณตอบด้วยน้ำเสียงนิ่ง สุภาพ แต่ชัดเจน เช่น “ผมเข้าใจสิ่งที่คุณต้องการครับ แต่ขอคุยกันด้วยเหตุผลเพื่อให้ได้ทางออกที่ดีที่สุด” หรือ “เรื่องนี้ผมขอเป็นคนตัดสินใจเอง” การตั้งขอบเขตอย่างสงบ คือสิ่งที่คนประเภทนี้รับมือยากที่สุด
คนประเภทต่อมา คือกลุ่มนักบ่นและผู้มองโลกในแง่ร้าย คนกลุ่มนี้มองเห็นปัญหาในทุกเรื่อง ไม่ว่าอะไรจะดีแค่ไหน เขาก็จะหาจุดเสียเจอเสมอ งานดีแต่เงินน้อย เงินดีแต่งานหนัก วันหยุดก็รถติด ฝนตกก็เซ็ง แดดออกก็ร้อน
คุณอาจมีเพื่อนร่วมงานที่บ่นบริษัททุกวัน หรือเพื่อนที่โทรมาระบายเรื่องเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีกแต่ไม่เคยเปลี่ยนอะไร
สิ่งที่ผมอยากเตือนคือ คุณไม่จำเป็นต้องเป็นที่รองรับอารมณ์ของทุกคน การรับฟังเป็นเรื่องดี แต่ไม่ควรจนคุณหมดแรงไปเอง คุณสามารถฟังอย่างพอดี แล้วดึงเขากลับมาสู่การแก้ปัญหา เช่นถามว่า “แล้วคุณอยากให้มันดีขึ้นยังไง” หรือ “มีอะไรที่เริ่มเปลี่ยนได้วันนี้บ้าง”
ถ้าเขาไม่ต้องการแก้ไขอะไรเลย แต่เพียงต้องการบ่นต่อไปเรื่อย ๆ คุณมีสิทธิ์ถอนตัวอย่างสุภาพ เช่น “เข้าใจนะ เดี๋ยวผมขอตัวไปทำธุระก่อน” หรือปล่อยเบลอชวนคุยเรื่องอื่นไปครับ
คนอีกประเภทที่พบได้บ่อย คือคนก้าวร้าวแบบเงียบ หรือ Passive-Aggressive คนกลุ่มนี้ไม่พูดตรง ๆ แต่ใช้วิธีประชด เหน็บ รับปากแต่ไม่ทำ ทำงานช้าเพราะไม่พอใจ หรือแสดงออกทางอ้อมแทนการสื่อสารตรงไปตรงมา
ตัวอย่างเช่น เพื่อนร่วมทีมบอกว่าโอเคกับแผนงานทุกอย่าง แต่ภายหลังกลับไม่ส่งงาน หรือคนรักบอกว่า “ไม่เป็นไร” แต่เงียบใส่คุณทั้งวัน
วิธีรับมือคือดึงความคลุมเครือขึ้นมาให้ชัด คุณไม่ต้องเล่นเกมเดาใจ ให้ถามตรงอย่างสุภาพ เช่น “ผมรู้สึกว่าคุณอาจไม่โอเคกับเรื่องนี้ ถ้ามีอะไรอยากคุย เราคุยกันตรง ๆ ได้นะ” หรือ “เราตกลงกันว่าจะส่งงานวันจันทร์ ตอนนี้เลยกำหนดแล้ว มีอะไรติดขัดไหม”
เมื่อคุณใช้ความชัดเจน คนที่ชอบเล่นเกมอ้อม ๆ จะมีพื้นที่น้อยลง ซึ่งคุณจะต้องใช้วิธีการบีบพื้นที่ไม่ให้เค้ามีลูกเล่นที่จะอ้อมครับ
อีกกลุ่มที่สร้างปัญหามากในงานบริการและงานโปรเจกต์ คือคนจอมเปลี่ยนใจหรือชอบเพิ่มงานไม่รู้จบ ..ตอนเริ่มต้นบอกว่างานเล็กน้อย แต่ระหว่างทางกลับขอเพิ่มไม่หยุด เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา จนงานบานปลาย
หลายคนเสียเปรียบเพราะเกรงใจและไม่กล้าปฏิเสธ
สิ่งที่ผมอยากย้ำคือ ความชัดเจนตั้งแต่แรกช่วยคุณได้มากกว่าการมาแก้ทีหลัง คุณควรมีขอบเขตงานที่ชัด มีรายละเอียดเรื่องเวลา ค่าใช้จ่าย จำนวนครั้งที่แก้ไข และสื่อสารเป็นลายลักษณ์อักษรเสมอ
สิ่งสำคัญ คือการเคารพเวลาของตัวเอง
อีกประเภทหนึ่งที่หลีกเลี่ยงยากในยุคนี้ คือคนที่เป็นพิษบนโลกออนไลน์ พวกเขาอาจไม่รู้จักคุณเลย แต่พร้อมวิจารณ์ ด่าทอ จับผิด หรือใช้คำพูดรุนแรงโดยไม่มีเหตุผล
หากคุณทำคอนเทนต์หรือแสดงความเห็นในที่สาธารณะ คุณจะพบคนแบบนี้แน่นอน
สิ่งที่คุณต้องแยกให้ออกคือ คำวิจารณ์แบบสร้างสรรค์กับคำพูดที่มีแต่พิษ หากอีกฝ่ายมีเหตุผล คุณสามารถรับฟังและพัฒนาได้ แต่ถ้ามีเพียงอารมณ์และเจตนาทำร้าย การเพิกเฉย ลบ ซ่อน หรือบล็อก คือสิทธิ์ของคุณ
อย่าหลงคิดว่าการไม่ตอบโต้คือความแพ้ บางครั้งมันคือความฉลาดที่สุด
อีกกลุ่มหนึ่งที่สร้างความอึดอัดมากในที่ประชุมหรือสังคมการทำงาน คือมนุษย์รอบรู้ คนประเภทนี้ชอบพูดแทรก ชอบโชว์ความรู้ และพยายามทำให้คนอื่นดูด้อยกว่า
ถ้าคุณกำลังนำเสนองาน หรือพูดเรื่องอะไรก็ตาม แล้วมีคนคอยขัดตลอด สิ่งที่ควรทำไม่ใช่การเถียงแข่ง แต่คือการคุมจังหวะกลับมาอย่างมืออาชีพ เช่น “ขอบคุณสำหรับข้อมูลเสริมครับ เดี๋ยวผมขอกลับมาที่ประเด็นหลักก่อน” หรือ “ขอให้ผมนำเสนอภาพรวมให้จบก่อน แล้วค่อยเปิดช่วงถามตอบ”
ความนิ่งและความมั่นใจจะทำให้คนรอบตัวเห็นว่าใครเป็นคนคุมสถานการณ์จริง
นอกจากคนเหล่านี้ ยังมีคนอีกประเภทที่ผมอยากให้คุณระวัง คือคนที่ใช้ความรู้สึกมาบังคับ เช่น พูดให้คุณรู้สึกผิด ใช้บุญคุณกดดัน หรือโยงความรักเข้ากับการควบคุม เช่น “ทำแค่นี้ไม่ได้เหรอ” หรือ “ถ้ารักกันจริงต้องทำให้ได้”
เมื่อเจอสถานการณ์แบบนี้ คุณต้องแยกให้ออกว่าอะไรคือความรัก และอะไรคือการควบคุม คุณสามารถเห็นคุณค่าในสิ่งที่เขาทำให้ แต่ยังคงสิทธิ์ในการตัดสินใจของตัวเองได้ เช่น “ผมซาบซึ้งในสิ่งที่คุณทำ แต่เรื่องนี้ผมขอเลือกเอง”
ทั้งหมดนี้จะง่ายขึ้นมาก หากคุณมีทักษะเสริมบางอย่างติดตัว
ทักษะแรก คือการเว้นจังหวะก่อนตอบ คุณไม่จำเป็นต้องตอบทันทีทุกครั้งครับ การหยุดเพียงไม่กี่วินาทีช่วยให้คุณไม่ตอบจากอารมณ์
ทักษะที่สอง คือการใช้ประโยคสั้น ชัด และสุภาพ เช่น “ไม่สะดวกครับ” “ผมไม่เห็นด้วย” “ขอเวลาคิดดูก่อน” ประโยคสั้นที่ชัดเจนมีพลังมากกว่าการอธิบายยืดยาวเพื่อขออนุญาตมีขอบเขต
ทักษะที่สาม คือรู้ว่าเมื่อไรควรถอย บางคนไม่ได้ต้องการทางออก เขาต้องการสนามรบ และคุณไม่จำเป็นต้องเล่นไปตามเกมของเขา
สุดท้าย ผมอยากให้คุณจำไว้ว่า มันจะมีคนที่ทำให้คุณรู้สึกไม่โอเคเสมอ แต่คุณไม่จำเป็นต้องตามเกมพวกเขา เพราะพลังที่แท้จริงไม่ใช่การเสียงดังที่สุด ไม่ใช่การเถียงชนะที่สุด และไม่ใช่การควบคุมคนอื่นได้มากที่สุด
พลังที่แท้จริง คือการควบคุมตัวเองได้ ในวันที่คนอื่นควบคุมตัวเองไม่ได้ครับ
ความนิ่ง คือพลัง
ความชัดเจน คือเกราะ
ขอบเขต คือการเคารพตัวเอง
และการเดินออกมา คือสิทธิ์ของคุณ
บางครั้ง วิธีรับมือคน ไม่ใช่การเปลี่ยนเขา แต่คือการไม่ปล่อยให้เขามีอิทธิพลต่อตัวคุณอีกต่อไป
จงแข็งแกร่งและมีจุดยืนเข้าไว้ครับ
แม้วันนี้คุณยังทำไม่ได้ แต่ถ้าคุณฝึกใจให้แข็งแกร่ง ก็จะไม่มีใครทำอะไรคุณได้ครับ
ให้คะแนนบทความนี้
★ 4.6 จาก 40 โหวต