📝 บทความ 🔓 Free Preview 4/11

ตอนที่ 4 อ่านอารมณ์จากสีหน้า

👁️ 600 วิว ★ 4.5 · 40 โหวต 📚 อ่านคนออก จัดการคนเป็น

การอ่านอารมณ์จากสีหน้า คือทักษะการสังเกตการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อบนใบหน้าเพื่อระบุสภาวะทางอารมณ์ของบุคคลนั้นๆ ทักษะนี้ถือเป็นส่วนประกอบที่สำคัญมากของการสื่อสารแบบอวัจนภาษา หรือการสื่อสารที่ไม่ใช้คำพูด ซึ่งช่วยให้เราสามารถเข้าใจความรู้สึกที่แท้จริงของผู้สนทนาได้อย่างลึกซึ้ง แม้ในขณะที่คำพูดของพวกเขาอาจจะพยายามปกปิดหรือบิดเบือนความรู้สึกเหล่านั้นอยู่ก็ตามครับ

ในทางจิตวิทยา ดร. พอล เอ็กแมน นักจิตวิทยาชื่อดังได้ทำการศึกษาอย่างกว้างขวางและค้นพบว่า มนุษย์เราไม่ว่าจะเกิดและเติบโตในวัฒนธรรมใด หรือมีเชื้อชาติใด จะมีการแสดงออกทางสีหน้าที่เป็นสากลเหมือนกันทั่วโลก โดยสามารถแบ่งออกเป็น 7 อารมณ์พื้นฐาน ดังต่อไปนี้

1.อารมณ์แห่งความสุข สังเกตได้จากรอยยิ้มที่มาจากใจจริง ซึ่งมักจะเรียกว่า Duchenne Smile จุดสังเกตสำคัญไม่ได้อยู่ที่ริมฝีปากที่ยกขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ดวงตา กล้ามเนื้อรอบดวงตาจะหดตัวลงจนเกิดเป็นรอยย่นที่หางตาหรือที่เรียกกันว่าตีนกา หากบุคคลนั้นยิ้มเพียงแค่มุมปากแต่ดวงตาว่างเปล่าและไม่มีรอยย่นรอบดวงตา มีโอกาสสูงมากที่จะเป็นการยิ้มตามมารยาทหรือยิ้มแสร้งทำ

2.อารมณ์แห่งความเศร้า เป็นหนึ่งในอารมณ์ที่เสแสร้งหรือปลอมแปลงได้ยากที่สุดครับ เนื่องจากกล้ามเนื้อที่ควบคุมการแสดงความเศร้านั้นทำงานอยู่นอกเหนือการควบคุมของสมองส่วนหน้า จุดสังเกตคือหัวคิ้วทั้งสองข้างจะขยับเข้าหากันและยกตัวขึ้นเป็นรูปจั่ว เปลือกตาบนจะตกลงมาเล็กน้อยทำให้แววตาดูขาดความสดใส ในขณะที่มุมปากจะตกลง หรือในบางครั้งริมฝีปากล่างอาจมีอาการสั่นร่วมด้วย

3.อารมณ์แห่งความโกรธ ใบหน้าของผู้ที่กำลังโกรธจะมีความตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด คิ้วจะขมวดเข้าหากันและกดต่ำลง ดวงตาจะเบิกกว้างและจ้องเขม็ง เปลือกตาล่างจะตึงเครียด ริมฝีปากมักจะเม้มเข้าหากันแน่นเป็นเส้นตรง หรือในกรณีที่โกรธจัดอาจมีการเผยอริมฝีปากออกเล็กน้อย นอกจากนี้รูจมูกอาจจะบานออกตามจังหวะการหายใจที่แรงและเร็วขึ้น

4.อารมณ์แห่งความกลัว สัญญาณของความกลัวจะคล้ายกับความประหลาดใจแต่จะมีความตึงเครียดของกล้ามเนื้อมากกว่าครับ โดยคิ้วจะยกขึ้นและขยับเข้าหากันจนเกือบเป็นเส้นตรง เปลือกตาบนจะยกสูงขึ้นจนมักจะมองเห็นตาขาวด้านบนได้อย่างชัดเจน ส่วนเปลือกตาล่างจะตึง ริมฝีปากมักจะถูกดึงรั้งไปทางด้านหลังหรือทางใบหู ทำให้ปากอ้าออกเล็กน้อย

5.อารมณ์แห่งความประหลาดใจ เป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นเพียงชั่วครู่เท่านั้น มักจะกินเวลาไม่เกินหนึ่งถึงสองวินาที ลักษณะเด่นคือคิ้วจะเลิกสูงขึ้นจนเป็นรูปโค้ง ดวงตาเบิกกว้างแต่เปลือกตาล่างจะผ่อนคลาย ขากรรไกรจะตกลงมาตามธรรมชาติทำให้ปากอ้าค้าง หากคุณสังเกตเห็นใครค้างสีหน้าประหลาดใจไว้นานกว่าสองวินาที มักจะเป็นการแสดงหรือการแกล้งทำ

6.อารมณ์แห่งความรังเกียจ มักจะเป็นปฏิกิริยาที่ตอบสนองต่อสิ่งของ กลิ่น หรือพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ สังเกตได้จากการย่นของดั้งจมูก คล้ายกับเวลาที่เราได้กลิ่นเหม็น คิ้วจะกดต่ำลงเล็กน้อย และริมฝีปากบนจะยกขึ้นจนบางครั้งอาจมองเห็นฟันบนได้

7.อารมณ์แห่งความดูแคลน เป็นอารมณ์พื้นฐานเพียงอารมณ์เดียวที่มีการแสดงออกทางสีหน้าแบบไม่สมมาตร หรือแสดงออกเพียงข้างเดียวของใบหน้า สังเกตได้จากมุมปากข้างใดข้างหนึ่งที่ยกขึ้นหรือตึงขึ้น คล้ายกับอาการแสยะยิ้ม การแสดงออกนี้มักจะสื่อถึงความรู้สึกที่ว่าตนเองอยู่เหนือกว่า หรือการไม่ให้เกียรติและลดทอนคุณค่าของอีกฝ่าย

นอกจากอารมณ์พื้นฐานทั้ง 7 ข้อตามที่เขียนไว้ด้านบน ..สิ่งที่น่าสนใจและท้าทายที่สุดในการอ่านอารมณ์คือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ไมโครเอกซ์เพรสชัน หรือการแสดงออกทางสีหน้าในระดับจุลภาค โดยสิ่งนี้คือการขยับของกล้ามเนื้อใบหน้าอย่างรวดเร็วมากๆ โดยใช้เวลาเพียงเศษหนึ่งส่วนสิบห้าถึงเศษหนึ่งส่วนยี่สิบห้าวินาทีเท่านั้น โดยปฏิกิริยานี้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติจากสมองส่วนลึก ก่อนที่เจ้าตัวจะทันรู้ตัวและพยายามปั้นหน้าเพื่อปกปิดความรู้สึกครับ.. ตัวอย่างเช่น เมื่อคุณถามเพื่อนในเรื่องที่อ่อนไหว เพื่อนอาจจะตอบว่าไม่ได้คิดอะไรพร้อมกับยิ้มให้ แต่ในช่วงเสี้ยววินาทีก่อนที่จะยิ้ม คิ้วของเขาอาจขมวดเข้าหากันอย่างรวดเร็ว ซึ่งนั่นคือความรู้สึกขุ่นเคืองที่แท้จริงที่หลุดรอดออกมาครับ (ต่อให้รู้ทฤษฎีการปั้นหน้า แต่เชื่อผมเถอะครับว่า ทุกคนสามารถที่จะเผลอแสดงออกไปได้ครับ คือคนที่จะไม่เผลอแสดงออกได้นั้นจะต้องเป็นคนที่มีสติกำกับความคิด 100% ซึ่งมันยากมากๆๆ ครับ)

..เมื่อคุณต้องการสังเกตสีหน้าของผู้อื่น ลองมองภาพรวมของใบหน้าโดยแบ่งเป็นส่วนๆ สำหรับหน้าผากและคิ้ว หากหน้าผากเรียบเนียนและคิ้วอยู่ในระดับปกติ แสดงถึงความผ่อนคลาย แต่หากหน้าผากย่นหรือคิ้วขมวดเข้าหากัน มักสื่อถึงความเครียดหรือความกังวล ..สำหรับดวงตา แววตาที่สดใสและการสบตาอย่างเป็นธรรมชาติสื่อถึงความจริงใจและเปิดเผย ในขณะที่การหลบตา จ้องเขม็ง หรือการหรี่ตา มักเชื่อมโยงกับความไม่ไว้วางใจหรือความรู้สึกเชิงลบ ส่วนบริเวณจมูกและปาก การหายใจที่สม่ำเสมอและมุมปากที่ผ่อนคลายบ่งบอกถึงความสบายใจ แต่หากมีการเม้มปากแน่น แสยะยิ้ม หรือจมูกย่น ย่อมหมายถึงอารมณ์ที่ขุ่นมัว  ..อย่างไรก็ตาม การอ่านอารมณ์จากสีหน้าไม่ใช่ศาสตร์ที่สามารถฟันธงได้แม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์ในทุกสถานการณ์ ผมอยากจะบอกว่ามันก็มีข้อควรระวังหลายประการที่คุณต้องนำมาพิจารณาร่วมด้วยครับ ..

ประการแรกคือบริบทหรือสภาพแวดล้อม ซึ่งคนที่ขมวดคิ้วอาจไม่ได้กำลังโกรธเสมอไป แต่อาจจะกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก หรือเพียงแค่มองเห็นไม่ชัดเพราะแสงแดดจ้า

ประการที่สองคือพื้นฐานใบหน้าและนิสัยของแต่ละบุคคล บางคนมีโครงหน้าปกติที่ดูดุดันหรือดูเศร้าหมองอยู่แล้ว คุณจำเป็นต้องรู้จักใบหน้าในสภาวะปกติของเขาก่อนจึงจะเปรียบเทียบความเปลี่ยนแปลงได้

ประการที่สามคือการสังเกตแบบองค์รวม อย่าเพิ่งด่วนสรุปอารมณ์ของใครจากการขยับกล้ามเนื้อเพียงจุดเดียว แต่ให้มองหาสัญญาณอื่นๆ ประกอบกันทั้งดวงตา ริมฝีปาก และภาษากายส่วนอื่นๆ

และสุดท้ายคือปัจจัยทางวัฒนธรรม ..แม้ว่าอารมณ์พื้นฐานจะเป็นสากล แต่บางวัฒนธรรมมีการปลูกฝังให้ควบคุมและเก็บงำความรู้สึกอย่างเคร่งครัดกว่าวัฒนธรรมอื่นครับ (ไม่ใช่แค่วัฒนธรรมนะครับ แต่อาจหมายถึงนิสัยและการฝึกของแต่ละคนด้วย)

หากคุณต้องการพัฒนาทักษะนี้ คุณสามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆ เช่น การดูภาพยนตร์แล้วลองปิดเสียง จากนั้นพยายามทำความเข้าใจความรู้สึกของตัวละครจากการสังเกตสีหน้าเพียงอย่างเดียว หรือในชีวิตประจำวัน ลองฝึกจดจ่อกับการมองดวงตาและคิ้วของผู้คนให้มากขึ้น รวมถึงการลองแสดงอารมณ์ต่างๆ ในหน้ากระจกเพื่อให้สมองของคุณจดจำความรู้สึกตึงเครียดของกล้ามเนื้อบนใบหน้าในแต่ละอารมณ์ได้ครับ แต่อย่างที่บอกไว้ว่า แม้ว่าจะฝึกหนักแค่ไหนแต่ทุกคนหลุดได้หมดครับ..

การอ่านสีหน้าถือเป็นศิลปะแขนงหนึ่งที่ต้องอาศัยทั้งความช่างสังเกตและความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น หากคุณนำทักษะนี้ไปใช้อย่างถูกวิธีและปราศจากอคติ มันจะเป็นเครื่องมืออันทรงพลังที่ช่วยให้คุณสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เข้าถึงความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ของคนรอบข้างได้อย่างลึกซึ้ง และช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่มีความเห็นอกเห็นใจและเข้าใจกันอย่างแท้จริงครับ

และผมเขียนบทความนี้ ผมไม่ได้เพื่อให้คุณไปจับผิดหรือสร้างสถานการณ์เชิงลบกับใคร แต่ผมต้องการให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจกันครับ

ให้คะแนนบทความนี้

★ 4.5 จาก 40 โหวต

เข้าสู่ระบบเพื่อโหวต