🍪 เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
คุกกี้จำเป็นต่อการ login ความปลอดภัย และการคำนวณดวง · นโยบายความเป็นส่วนตัว
ตอนที่ 2 ภาษากาย
กุญแจสู่การสื่อสารที่ลึกซึ้งและศิลปะการอ่านใจคน
ในโลกของการสื่อสาร คำพูดที่เราเปล่งออกมาเป็นเพียง ยอดภูเขาน้ำแข็ง ที่ลอยพ้นน้ำเท่านั้น จากการวิจัยของศาสตราจารย์อัลเบิร์ต เมหราบเรียน พบว่าอวัจนภาษา หรือภาษากาย สื่อสารอารมณ์และความรู้สึกได้ถึงร้อยละ 55 ในขณะที่น้ำเสียงสื่อถึงร้อยละ 38 และคำพูดจริงๆ มีส่วนเพียงร้อยละ 7 เท่านั้น การเรียนรู้ภาษากายจึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นทักษะสำคัญที่จะเปลี่ยนคุณให้เป็นนักสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ
1. ใบหน้า คือ หน้าต่างของอารมณ์
ใบหน้าคือส่วนที่แสดงอารมณ์ได้รวดเร็วที่สุดครับ แต่คนเราก็มักจะสวมหน้ากากเพื่อปิดบังความรู้สึก กุญแจสำคัญคือการสังเกต Micro-expressions หรือสีหน้าที่ปรากฏเพียงเสี้ยววินาทีก่อนที่สมองส่วนเหตุผลจะควบคุมไว้ทัน
ดวงตาและการมอง - การสบตาที่พอดีสื่อถึงความจริงใจ แต่การจ้องนานเกินไปอาจกลายเป็นการคุกคาม หากคู่สนทนากะพริบตาบ่อยผิดปกติ อาจแสดงถึงความเครียดหรือความไม่สบายใจ(แต่เค้าอาจจะแสบตาก็ได้นะครับ) นอกจากนี้ทิศทางการมองยังมีนัยสำคัญ เช่น การมองขึ้นบนทางหนึ่งอาจเป็นการใช้จินตนาการสร้างเรื่อง ขณะที่อีกทางเป็นการดึงความจำจากเหตุการณ์จริง
รอยยิ้มที่แท้จริง (Duchenne Smile) เราสามารถสังเกตได้จากรอยย่นที่หางตาและแก้มที่ยกขึ้นครับ หากยิ้มแค่ปากแต่ดวงตาไม่ขยับ นั่นมักเป็นการยิ้มตามมารยาทหรือการฝืนยิ้ม
ริมฝีปาก การเม้มปากแน่นมักสื่อถึงความไม่พอใจหรือการเก็บซ่อนบางอย่าง ส่วนการกัดริมฝีปากเบาๆ อาจเป็นท่าทางปลอบประโลมตนเองเมื่อเกิดความกังวล
2. มือและแขน ไดนามิกของการสร้างอิทธิพล
มือและแขนเป็นส่วนที่เคลื่อนไหวมากที่สุด และบ่งบอกทัศนคติได้อย่างชัดเจน (บ่งบอกได้ในระดับนึงแต่อย่าเชื่อทฤษฎีทั้งหมดนะครับ)
ฝ่ามือ การหงายฝ่ามือสื่อถึงความซื่อสัตย์และเปิดกว้าง ในขณะที่การคว่ำฝ่ามือมักแสดงถึงการต้องการใช้อำนาจหรือการควบคุมสถานการณ์
การกอดอก มักสื่อถึงการป้องกันตัวหรือการปิดกั้น แต่ต้องระวังบริบทแวดล้อมประกอบด้วย เพราะบางครั้งเขาอาจจะแค่รู้สึกหนาวหรือเป็นท่าทางที่เขานั่งสบายที่สุด ฉะนั้นการดูบริบทโดยรอบจึงมีความสำคัญที่เราสามารถนำมาพิจารณาได้ครับ
สัญญาณความประหม่า การจับคอ ลูบท้ายทอย หรือการแตะจมูกบ่อยๆ มักเกิดขึ้นเมื่อร่างกายเกิดความเครียดหรือความไม่มั่นใจ เนื่องจากเลือดสูบฉีดไปตามปลายประสาทมากขึ้นครับ สังเกตได้จากบางคนเวลาเขิน อาจจะลูบท้ายทอยตัวเอง เพราะความเขิน มักเกิดจากความไม่มั่นใจอะไรบางอย่างครับ
3. ลำตัวและเท้า คือ ส่วนที่ซื่อสัตย์ที่สุดของร่างกาย
คนส่วนใหญ่มักมุ่งเน้นไปที่การควบคุมสีหน้าจนลืมควบคุมลำตัวและเท้า ทำให้ส่วนนี้มักส่งสัญญาณที่จริงใจที่สุดออกมา
กฎการชี้ของเท้าที่ผมอยากให้ผู้อ่านบทความทราบคือ หากปลายเท้าของคู่สนทนาชี้มาที่คุณ แสดงว่าเขาให้ความสนใจและอยากคุยต่อ แต่หากปลายเท้าชี้ไปทางประตู นั่นคือสัญญาณทางจิตวิทยาว่าเขาเริ่มอยากจบการสนทนาและออกไปจากตรงนั้น
การเอนตัว การเอนตัวไปข้างหน้าสื่อถึงความสนใจและความเห็นด้วย ในขณะที่การเอนตัวไปข้างหลังอาจสื่อถึงความผ่อนคลายหรือการต้องการรักษาระยะห่าง ทั้งนี้อย่าลืมว่า การเอนตัวไปข้างหลังของบางคน เค้าอาจจะทำเพราะปวดหลังก็ได้ครับ ..เราจึงควรรู้จักทฤษฎีไว้เพื่อประกอบการวิเคราะห์ไม่ใช่ตัดสินว่ามันจะต้องเป็นไปตามแบบแผนของทฤษฎีครับ เดี๋ยวไปอ่านข้อถัดไปกันเลยครับ
4. ศิลปะการอ่านกลุ่มสัญญาณและบริบท
การอ่านภาษากายให้แม่นยำและไม่ด่วนสรุปเกินไป ต้องใช้กฎ 3 ประการคือ
อ่านเป็นกลุ่ม ..คือ อย่าตัดสินจากท่าทางเดียว เช่น การกอดอกอย่างเดียวอาจไม่หมายถึงการปิดกั้นเสมอไป แต่ถ้ากอดอก ร่วมกับคิ้วขมวด และการเบนหน้าหนี นั่นถึงจะเป็นสัญญาณของการไม่ยอมรับที่ชัดเจน
ความสอดคล้อง คือ.. ตรวจสอบว่าคำพูดกับท่าทางไปทางเดียวกันหรือไม่ ถ้าปากบอกว่ายินดีแต่คิ้วขมวดมุ่น แสดงว่ามีความขัดแย้งบางอย่างเกิดขึ้นในใจ
บริบทและวัฒนธรรม สถานที่ สภาพอากาศ และพื้นเพทางวัฒนธรรมมีผลต่อความหมาย เช่น การสบตาในบางวัฒนธรรมคือความมั่นใจ แต่ในบางที่อาจถูกมองว่าเป็นการท้าทายก็ได้ครับ ฉะนั้นเราต้องดูบริบทหรือแบคกราวด์ของคู่สนทนาด้วยครับ
สิ่งที่ผมอยากจะบอกคือ ภาษากายไม่ใช่คำตอบสุดท้าย
แม้ร่างกายจะส่งสัญญาณออกมามากมาย แต่เราต้องตระหนักเสมอว่า ภาษากายไม่ใช่เครื่องจับเท็จที่สมบูรณ์แบบ เพราะยังมีปัจจัยเรื่องความแตกต่างส่วนบุคคล เช่น อาการป่วย ซึมเศร้า ความเหนื่อยล้า บุคลิกภาพแบบอินโทรเวิร์ต หรือแม้แต่ความคุ้นชินส่วนตัวที่อาจทำให้เราตีความผิดได้ครับ
การฝึกสังเกตภาษากายจึงควรทำอย่างมีสติและยืดหยุ่น ใช้มันเป็นเครื่องมือประกอบการตัดสินใจเพื่อให้เข้าถึงความรู้สึกผู้อื่นได้ดีขึ้น แต่ต้องไม่ลืมใช้การฟังอย่างตั้งใจและการถามไถ่เพื่อยืนยันความเข้าใจที่ถูกต้องเสมอ เพราะการสื่อสารที่ยอดเยี่ยมที่สุด คือการผสมผสานระหว่างสิ่งที่ตาเห็นและสิ่งที่ใจรับรู้อย่างสมดุลครับ
ให้คะแนนบทความนี้
★ 4.6 จาก 40 โหวต