📝 บทความ 🔓 Free Preview 10/11

ตอนที่ 10 คนขี้กลัว x คนกล้าหาญ

👁️ 212 วิว ★ 4.5 · 24 โหวต 📚 อ่านคนออก จัดการคนเป็น

มนุษย์เราทุกคนล้วนเกิดมาพร้อมกับความกลัวในระดับหนึ่ง มันเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติที่ช่วยให้เรารอดชีวิตมาได้นานแสนนาน ตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษที่ต้องเผชิญกับสัตว์ร้าย ความอดอยาก และภัยธรรมชาติ ความกลัวทำให้เราระวังตัว หลีกเลี่ยงอันตราย และปกป้องตัวเอง แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าความกลัวครอบงำมากเกินไป มันก็กลายเป็นกำแพงที่ขังเราไว้ ไม่ให้ก้าวไปข้างหน้า ไม่ให้ลองสิ่งใหม่ๆ และทำให้ชีวิตแคบลงเรื่อยๆ คนที่ถูกเรียกว่าคนขี้กลัว มักถูกมองว่าเป็นคนอ่อนแอ ขาดความมั่นใจ หรือไม่กล้าทำอะไรเลย แต่จริงๆ แล้ว ความขี้กลัวนี้ไม่ใช่สิ่งผิดปกติ มันคือสัญชาตญาณพื้นฐานของมนุษย์ที่ทุกคนมีเหมือนกัน เพียงแต่บางคนจัดการกับมันได้ดีกว่า บางคนปล่อยให้มันควบคุมชีวิต

เพื่อให้เข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ในเรื่องนี้ได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ลองย้อนไปดูนักปรัชญาสองท่านที่เคยวิเคราะห์เรื่องนี้อย่างละเอียด คือ โธมัส ฮอบส์ และ จอห์น ล็อค ทั้งคู่เป็นนักคิดชาวอังกฤษในศตวรรษที่ 17 ที่ใช้แนวคิด สภาพธรรมชาติหรือสภาวะธรรมชาติ มาอธิบายว่ามนุษย์เราที่แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร

โธมัส ฮอบส์ มองมนุษย์ในสภาพธรรมชาติอย่างมืดมนมากหรือมองในแง่ร้ายนั่นเอง โดยเขาเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกันในแง่ที่ต่างคนต่างมีศักยภาพที่จะทำร้ายกันได้ ไม่มีใครแข็งแกร่งกว่าอีกคนอย่างเด็ดขาด เพราะฉะนั้นทุกคนจึงต้องอยู่ในความกลัวตลอดเวลา กลัวว่าคนอื่นจะมาแย่งทรัพย์สิน กลัวว่าจะถูกฆ่า กลัวความไม่แน่นอน ผลลัพธ์คือ เขาเชื่อว่าในสภาวะธรรมชาติ มันคือ สงครามของทุกคนต่อทุกคน(ทุกคนจ้องจะฆ่ากัน) จึงทำให้ฮอบส์มองว่า ชีวิตในสภาพนั้นจึง โดดเดี่ยว ยากจน น่าขยะแขยง โหดร้าย และอายุสั้น ..ฮอบส์บอกว่าสาเหตุหลักที่ทำให้มนุษย์ขี้กลัวแบบนี้คือสัญชาตญาณการปกป้องตนเอง เรากลัวความตายมากจนยอมทำทุกอย่างเพื่อหลีกเลี่ยงมัน แม้จะต้องทำร้ายคนอื่นก่อนเพื่อป้องกันตัวเองก็ตาม แต่ฮอบส์ก็ไม่ได้มองว่ามนุษย์เลวร้ายโดยกำเนิด เขาแค่เห็นว่าความกลัวนี้เป็นแรงผลักดันที่ทำให้เราต้องสร้างสังคมขึ้นมา ด้วยการยอมมอบอำนาจให้ผู้ปกครองที่แข็งแกร่ง เพื่อแลกกับความสงบสุขและความปลอดภัย ความกลัวจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของอารยธรรมในมุมมองของเขา (เช่น เรายอมมอบปืนให้ตำรวจ เพื่อให้ตำรวจปกป้องเราทุกคน ซึ่งดีกว่าที่ทุกคนถือปืนกันหมด ไม่งั้นโลกวุ่นวาย นี่คือมุมมองของฮอบส์ครับ)

ในทางตรงกันข้าม จอห์น ล็อค มองสภาพธรรมชาติในแง่บวกกว่ามาก เขาเชื่อว่ามนุษย์เกิดมาเท่าเทียมกันและมีสิทธิธรรมชาติพื้นฐาน เช่น สิทธิในชีวิต เสรีภาพ และทรัพย์สิน ในสภาพธรรมชาติ มนุษย์ไม่ได้อยู่ในสงครามตลอดเวลา แต่เป็นชีวิตที่ค่อนข้างสงบสุข ตราบใดที่ทุกคนเคารพสิทธิของกันและกัน ล็อคไม่เห็นว่ามนุษย์ขี้กลัวโดยธรรมชาติแบบฮอบส์ แต่เขาก็ยอมรับว่าความกลัวยังคงมีอยู่ เพราะมนุษย์อาจละเมิดสิทธิกันได้บ้าง ถ้ามีการขโมยหรือทำร้ายกัน ความกลัวจึงเกิดขึ้นเมื่อสิทธิถูกคุกคาม ล็อคเสนอว่ามนุษย์สร้างรัฐบาลขึ้นมาไม่ใช่เพราะกลัวสงครามเสมอไป แต่เพื่อปกป้องสิทธิเหล่านี้ให้ดีขึ้น โดยรัฐบาลต้องได้รับความยินยอมจากประชาชน ถ้ารัฐบาลทำไม่ดี ประชาชนก็มีสิทธิต่อต้านได้ มุมมองของล็อคจึงทำให้เห็นว่ามนุษย์ไม่ได้ขี้กลัวล้วนๆ แต่มีความสามารถในการใช้เหตุผล ร่วมมือกัน และปกป้องตนเองอย่างมีศีลธรรม

จากตัวอย่างของฮอบส์และล็อค เราจะเห็นภาพธรรมชาติของมนุษย์ได้ชัดเจนขึ้น มนุษย์เรามีทั้งด้านขี้กลัวและด้านที่มีศักยภาพในการเป็นคนที่กล้าหาญปะปนกัน ความกลัวเป็นสัญชาตญาณพื้นฐานที่ช่วยให้เรารอดพ้นอันตราย แต่ถ้าปล่อยให้มันครอบงำ เราก็จะติดอยู่ในวงจรของการหลีกเลี่ยง ชีวิตจะเต็มไปด้วยความกังวล ความลังเล และโอกาสที่สูญเสียไป ในทางกลับกัน ถ้าเรารู้จักใช้ความกลัวเป็นแรงผลักดัน เราจะพัฒนาตัวเองได้ไกลมาก

แล้วคนขี้กลัวจะกล้าหาญได้อย่างไร? คำตอบคือ ความกล้าหาญไม่ได้หมายถึงการไม่กลัวเลยนะครับ แต่หมายถึงการกล้าทำสิ่งที่ควรทำ แม้จะกลัวก็ตาม มันเป็นการกระทำโดยสมัครใจที่เผชิญกับความเสี่ยงเพื่อเป้าหมายที่มีคุณค่า ความกลัวยังคงอยู่ แต่เราตัดสินใจก้าวข้ามมันไปได้ กระบวนการนี้เกิดขึ้นได้ด้วยหลายขั้นตอน ดังนี้ครับ

ขั้นแรกคือการยอมรับความกลัวอย่างตรงไปตรงมา โดยอย่าปฏิเสธหรือพยายามกดมันไว้ จากนั้นค่อยวิเคราะห์ว่ากลัวอะไรกันแน่ กลัวล้มเหลว กลัวถูกวิจารณ์ กลัวเจ็บปวด หรือกลัวสิ่งที่ไม่รู้จัก? เมื่อเข้าใจต้นเหตุแล้ว ความกลัวจะลดความรุนแรงลง

ขั้นต่อไปคือการเริ่มจากสิ่งเล็กๆ อย่าพยายามกล้าหาญแบบก้าวกระโดดครั้งเดียว เพราะมันอาจทำให้ยิ่งกลัวมากขึ้น ลองทำทีละขั้นตอนเล็กน้อย เช่น ถ้ากลัวพูดต่อหน้าสาธารณชน ก็เริ่มจากพูดกับเพื่อนสนิทก่อน แล้วค่อยขยายวงไปเรื่อยๆ ทุกครั้งที่ทำได้สำเร็จ ความเชื่อมั่นจะเพิ่มขึ้น และสมองจะเรียนรู้ว่าสิ่งที่กลัวไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด การฝึกซ้อมซ้ำๆ เป็นวิธีที่นักจิตวิทยายืนยันว่าช่วยลดปฏิกิริยาตอบสนองต่อความกลัวได้จริงครับ

อีกวิธีสำคัญคือการเปลี่ยนการพูดกับตัวเองให้เป็นบวก แทนที่จะคิดว่า ฉันทำไม่ได้แน่ๆ ให้เปลี่ยนเป็น ฉันกลัว แต่ฉันเคยทำสิ่งยากๆ มาแล้ว และฉันต้องทำได้ หรือ ความเสี่ยงนี้คุ้มค่าเพราะมันจะนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ..การมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนก็ช่วยได้มาก ถ้าเรารู้ว่าทำไมเราต้องกล้าหาญ เช่น เพื่อครอบครัว เพื่อการเติบโตส่วนตัว หรือเพื่อช่วยเหลือคนอื่น ความกลัวจะถูกแทนที่ด้วยแรงจูงใจที่แข็งแกร่งกว่าครับ

นอกจากนี้ การสร้างนิสัยกล้าหาญยังต้องอาศัยการยอมรับความเปราะบาง เราต้องกล้าเปิดเผยตัวตน กล้าขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง และกล้าที่จะล้มเหลว เพราะทุกความสำเร็จของคนกล้าหาญมักมาพร้อมกับการล้มเหลวหลายครั้ง การมีเพื่อนหรือคนรอบข้างที่สนับสนุนก็ช่วยให้เรารู้สึกปลอดภัยมากพอที่จะก้าวออกจากขอบเขตความสบายใจของตัวเองครับ(เซฟโซน)

หนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการพัฒนาความกล้าหาญคือการพูดคุยและอยู่ใกล้ชิดกับคนกล้าหาญ เมื่อเราได้สนทนากับคนกล้าหาญ เราจะเห็นมุมมองชีวิตที่แตกต่างไปจากคนขี้กลัวโดยสิ้นเชิง คนกล้าหาญมักพูดถึงโอกาสและบทเรียนจากความล้มเหลวมากกว่าความเสี่ยง พวกเขาจะเล่าว่า ฉันเคยกลัวเหมือนกัน แต่พอลงมือทำแล้วมันไม่ได้แย่อย่างที่คิด หรือ ถ้าไม่ลองก็ไม่มีวันรู้ว่าตัวเองทำได้ขนาดไหน ..การพูดคุยกับพวกเขาจะทำให้เราได้รับแรงบันดาลใจโดยตรง เพราะคำพูดของพวกเขามักเต็มไปด้วยพลังบวกและความมั่นใจที่สร้างจากประสบการณ์จริง ไม่ใช่แค่ทฤษฎีครับ

ในทางตรงกันข้าม เมื่อพูดคุยกับคนขี้กลัว เรามักได้ยินคำพูดที่เต็มไปด้วยข้ออ้างและความกังวล คนขี้กลัวชอบพูดว่า มันเสี่ยงเกินไป ถ้าทำเดี๋ยวก็ล้มเหลว, รอให้แน่ใจกว่านี้อีกหน่อยเถอะ หรือ ฉันไม่เก่งพอ ซึ่งการสนทนากับคนขี้กลัวมักทำให้เรารู้สึกอึดอัดและถูกดึงให้กลับไปอยู่ในโหมดปลอดภัย เพราะพวกเขาจะย้ำเตือนถึงอันตรายและเหตุผลที่ไม่ควรทำอยู่เสมอ แม้บางครั้งข้อกังวลเหล่านั้นจะมีเหตุผล แต่การฟังซ้ำๆ ก็อาจทำให้ความกลัวของเราเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว

การเปรียบเทียบการพูดคุยทั้งสองแบบนี้ช่วยให้เราเห็นภาพชัดเจน คนกล้าหาญจะถามว่า แล้วถ้าทำแล้วจะได้อะไร หรือ อะไรคือสิ่งที่แย่ที่สุดที่จะเกิดขึ้น และเราจะรับมือได้ยังไง.. ส่วนคนขี้กลัวจะถามว่า แล้วถ้าเกิดเรื่องไม่ดีล่ะ? แย่แน่ๆ.. ผมจึงอยากบอกว่า การเลือกคุยกับใคร มันมีผลต่อจิตใจและการตัดสินใจของเราเป็นอย่างมาก ถ้าเราอยากพัฒนาตัวเองจากคนขี้กลัวให้กล้าหาญขึ้น การหาโอกาสพูดคุยกับคนกล้าหาญบ่อยๆ จะช่วยเปลี่ยนกรอบความคิด (mindset) ได้เร็วมาก เพราะเราจะซึมซับวิธีคิด ภาษา และพลังงานของพวกเขาโดยธรรมชาติครับ

ธรรมชาติของคนกล้าหาญนั้นแตกต่างจากคนขี้กลัวในหลายด้าน แต่ไม่ใช่ว่าเกิดมาแบบนั้นตั้งแต่แรก คนกล้าหาญคือคนที่ฝึกฝนและพัฒนาตัวเองมาอย่างต่อเนื่อง พวกเขามีความตั้งใจแน่วแน่ รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรและยอมเสียสละเพื่อมัน มีความอยากรู้อยากเห็นที่ทำให้กล้าเผชิญสิ่งใหม่ๆ โดยไม่กลัวการถูกท้าทาย พวกเขาเปิดรับมุมมองที่หลากหลาย ไม่ยึดติดกับความคิดเก่าๆ และไม่จำเป็นต้องให้ทุกคนชอบตัวเองเสมอไป เพราะพวกเขารู้ว่าการทำสิ่งถูกต้องสำคัญกว่าการถูกยอมรับ

คนกล้าหาญยังมีความยืดหยุ่นสูง พวกเขาล้มแล้วลุกได้เร็ว ไม่ปล่อยให้ความล้มเหลวมาทำลายขวัญกำลังใจ นอกจากนี้ พวกเขายังกล้าพูดเมื่อเห็นสิ่งผิดปกติ กล้าเดินบนเส้นทางที่ไม่มั่นคง และกล้าเล่นในสนามใหญ่ แม้จะมีความเสี่ยงสูง พวกเขาไม่ใช่คนที่ไม่กลัว แต่เป็นคนที่จัดการกับความกลัวได้ดี โดยใช้มันเป็นเชื้อเพลิงแทนที่จะปล่อยให้มันดับไฟในใจ

ในชีวิตจริง เราจะเห็นคนกล้าหาญในหลายรูปแบบ เช่น นักกิจกรรมที่กล้าปกป้องสิ่งแวดล้อมแม้จะถูกข่มขู่, พนักงานออฟฟิศที่กล้าลาออกเพื่อไล่ตามความฝัน หรือแม้แต่คนธรรมดาที่กล้าขอโทษเมื่อรู้ว่าตนเองผิด หรือคนที่กล้ายอมรับจุดอ่อนของตัวเอง ซึ่งความกล้าหาญเหล่านี้ไม่ได้มาจากความแข็งแกร่งทางกายภาพเสมอไป แต่มาจากความแข็งแกร่งทางจิตใจด้วยครับ

สุดท้ายแล้ว ธรรมชาติของมนุษย์คือการผสมผสานระหว่างความขี้กลัวและศักยภาพในการกล้าหาญ เราทุกคนสามารถเปลี่ยนจากคนขี้กลัวเป็นคนกล้าหาญได้ ไม่ใช่ด้วยการกลายเป็นคนไม่กลัวเลย แต่ด้วยการฝึกฝน การเข้าใจตัวเอง การก้าวออกจากความสบายที่คุ้นเคยทีละก้าว และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเลือกพูดคุยและเรียนรู้จากคนกล้าหาญรอบตัวเรา ชีวิตที่เต็มไปด้วยความกล้าหาญจะกว้างขึ้น มีสีสันมากขึ้น และเต็มไปด้วยความหมาย เพราะเมื่อเราเอาชนะความกลัวได้ เราจะพบว่าตัวตนที่แท้จริงของเรานั้นแข็งแกร่งและน่าทึ่งกว่าที่เราคิดไว้มากครับ

ดังนั้น ถ้าวันนี้คุณรู้สึกว่าตัวเองขี้กลัวเกินไป ลองเริ่มจากเรื่องเล็กๆ ดูสิ และอย่าลืมหาโอกาสคุยกับคนที่กล้าหาญบ้าง ความกล้าหาญไม่ได้ไกลเกินเอื้อม มันแค่รอให้คุณกล้าที่จะก้าว และกล้าที่จะฟังเสียงของคนที่เคยก้าวไปก่อนคุณเท่านั้นครับ

 

ให้คะแนนบทความนี้

★ 4.5 จาก 24 โหวต

เข้าสู่ระบบเพื่อโหวต