🍪 เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้
คุกกี้จำเป็นต่อการ login ความปลอดภัย และการคำนวณดวง · นโยบายความเป็นส่วนตัว
ตอนที่ 1 คนคิดยังไงเวลาพูด
ศิลปะแห่งการแปลความคิดผ่านเสียงสะท้อนของสมอง
มนุษย์เรามักเข้าใจผิดว่าการพูดคือกระบวนการส่งต่อข้อมูลที่สำเร็จรูปแล้วจากสมองสู่ปาก แต่ในความเป็นจริง การสนทนาคือการทำงานร่วมกันอย่างซับซ้อนของระบบประสาท การจัดการอารมณ์ และกลไกการประมวลผลข้อมูลที่แตกต่างกันในแต่ละบุคคลครับ หากเปรียบสมองเป็นโรงงานผลิตสินค้า การพูดก็คือสายพานลำเลียงที่แต่ละคนมีวิธีการเดินเครื่องไม่เหมือนกันเลย บางคนต้องรอให้สินค้าผลิตเสร็จสมบูรณ์ก่อนถึงจะปล่อยออกสู่ภายนอก ขณะที่บางคนใช้การปล่อยชิ้นส่วนออกมาเพื่อดูว่ามันจะประกอบกันเป็นรูปร่างอย่างไรในขณะที่มันกำลังเคลื่อนที่ไป
กลุ่มคนที่ใช้กระบวนการคิดก่อนพูดหรือ Think to Talk เปรียบได้กับนักสถาปนิกที่ต้องการเห็นพิมพ์เขียวทั้งหมดก่อนจะลงมือก่อสร้าง สำหรับพวกเขาแล้ว การไม่พูดออกไปทั้งหมดแต่ใช้การค่อยๆ พูดออกไปทีละนิด คือช่วงเวลาแห่งการประมวลผลที่เข้มข้นก่อนที่จะปล่อยข้อความจากความคิดออกไป.. สมองของคนกลุ่มนี้จะทำการคัดกรองคำศัพท์ จัดลำดับความสำคัญ และตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลก่อนที่จะเปล่งเสียงออกมา ข้อดีคือสารที่สื่อสารออกมามักจะมีความชัดเจน มีโครงสร้าง และทรงพลัง แต่ในทางกลับกัน หากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความกดดันหรือต้องโต้ตอบอย่างรวดเร็ว ระบบการประมวลผลนี้อาจเกิดอาการคอขวด ทำให้พวกเขารู้สึกประหม่าหรือพูดติดขัด การเข้าใจคนกลุ่มนี้จึงต้องอาศัยความอดทนและการให้พื้นที่ว่างทางเวลา เพื่อให้เขาได้ส่งมอบผลผลิตทางความคิดที่สมบูรณ์ที่สุดออกมา
ในทางตรงกันข้าม กลุ่มคนที่พูดไปคิดไปหรือ Talk to Think คือผู้ที่ใช้เสียงของตัวเองเป็นเครื่องมือในการนำทางความคิด สำหรับพวกเขา การนิ่งเงียบอาจหมายถึงการที่สมองหยุดทำงาน การได้ระบายถ้อยคำออกมาช่วยให้กระแสไฟฟ้าในสมองไหลเวียนได้ดีขึ้น พวกเขามักจะเริ่มต้นประโยคโดยที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนจบจะเป็นอย่างไร แต่ในระหว่างที่คำพูดพรั่งพรูออกมา สมองจะค่อยๆ คัดแยกและจัดระเบียบข้อมูลจนกระทั่งพบข้อสรุปในตอนท้าย การที่เห็นใครสักคนพูดวนไปวนมาหรือเล่าเรื่องยาวเหยียดก่อนจะปิดท้ายด้วยคำว่า สรุปก็คือ นั่นไม่ใช่ความไม่ฉลาด แต่เป็นกระบวนการคลี่คลายปมความคิดผ่านภาษาที่พวกเขาถนัด
สิ่งที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่านั้นคือ เบื้องหลังคำพูดเหล่านั้น แต่ละคนมีโลกทัศน์ภายในที่ต่างกันสิ้นเชิงนะครับ.. บางคนมีเสียงบรรยายในหัวเหมือนบทพากย์ภาพยนตร์ตลอดเวลา ซึ่งเรียกว่า Internal Monologue ทำให้การพูดคือการอ่านบทจากภายในออกมา แต่บางคนกลับคิดเป็นภาพที่ไม่มีถ้อยคำประกอบ หรือที่เรียกว่า Visual Thinker สำหรับคนกลุ่มนี้ การพูดจึงเป็นงานที่หนักกว่าปกติ เพราะต้องทำการแปลภาพสามมิติหรือความรู้สึกที่เป็นนามธรรมให้กลายเป็นรหัสภาษาที่มนุษย์ใช้สื่อสารกัน ซึ่งแน่นอนว่าในขั้นตอนการแปลนี้ ย่อมมีความหมายบางอย่างที่ตกหล่นหรือถูกดัดแปลงไปตามตัวกรองทางสังคมที่แต่ละคนสร้างขึ้นเพื่อความอยู่รอด .. ตรงนี้นึกภาพออกใช่ไหมครับ เพราะบางครั้งเราคิดถึงนามธรรมบางอย่างแต่ไม่มีคำใดๆ มาอธิบายได้.. แต่กระนั้น มันก็ขึ้นอยู่กับความรู้ด้านการสื่อสารด้วย เพราะสมมติว่า คนสองคน มีนามธรรมในหัวสมองเหมือนกันแต่กลับสื่อสารออกไปได้ต่างกันครับ
การสังเกตสัญญาณทางกายภาพขณะที่คนเรากำลังใช้สมองทำงานร่วมกับการพูด จึงเป็นทักษะที่ช่วยให้เราเข้าใจความจริงใจและกระบวนการคิดของคู่สนทนาได้ลึกซึ้งขึ้น เมื่อใครสักคนหยุดนิ่งแล้วมองขึ้นไปด้านบนหรือมองออกไปด้านข้าง นั่นคือสัญญาณว่าสมองกำลังดึงข้อมูลจากส่วนความจำหรือกำลังพยายามสร้างมโนภาพขึ้นมา การใช้คำเติมประเภท เอ่อ หรือ อืม ไม่ใช่เพียงแค่นิสัยการพูดที่ติดตัวมา แต่เป็นเทคนิคที่สมองใช้ซื้อเวลาเพื่อให้การประมวลผลไล่ตามความเร็วของปากให้ทัน แม้กระทั่งการขยับไม้ขยับมือที่ดูเหมือนท่าทางประกอบทั่วไป แต่ในทางจิตวิทยาพบว่าการเคลื่อนไหวของร่างกายช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองส่วนการรับรู้ การห้ามไม่ให้คนพูดขยับมืออาจส่งผลเสียถึงขั้นทำให้เขาคิดไม่ออกได้เลยครับ
ท้ายที่สุดแล้ว การเข้าใจความหลากหลายของกระบวนการคิดและพูด จะเปลี่ยนวิธีที่เรามีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง จากการตัดสินว่าใครบางคนพูดไม่รู้เรื่องหรือใครบางคนเงียบจนน่าอึดอัด กลายเป็นการมองเห็นจังหวะการทำงานของสมองที่แตกต่างกัน หากเราสามารถปรับจังหวะการฟังให้สอดคล้องกับจังหวะการคิดของเขาได้ เช่น การช่วยสรุปประเด็นให้คนกลุ่มที่พูดไปคิดไป หรือการหยุดรออย่างสงบให้คนกลุ่มที่คิดก่อนพูดได้มีเวลาเรียบเรียง การสนทนานั้นจะเปลี่ยนจากการเป็นแค่การแลกเปลี่ยนคำพูด ไปสู่การเชื่อมต่อทางความคิดที่แท้จริงและมีประสิทธิภาพอย่างมหาศาล
ให้คะแนนบทความนี้
★ 4.5 จาก 40 โหวต